เทมพลาแบทเทิล 

 

ประวัติ

อัศวินเทมพลาร์ ก่อตั้งขึ้นหลังจากสงครามครูเสดครั้งแรกไม่นาน ปี 1119 Hughes de Payens ชนชั้นสูงจากฝรั่งเศส พร้อมกับอัศวินผู้ติดตามอีก 8 คน ก่อตั้งกลุ่มที่มีจุดมุ่งหมายในการปกป้องผู้แสวงบุญในดินแดนศักดิ์สิทธิ กษัตริย์ Baldwin II แห่งเยรูซาเลม ได้อนุญาตให้ทั้ง 9 คนไปอาศัยอยู่ที่บริเวณทิศใต้ของ Temple Mount ซึ่งทั้งชาวคริสต์และอิสลามถือกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ

ชาวคริสต์เชื่อกันว่าโบสถ์นี้ตั้งอยู่บนซากปรักพังของ Temple of Solomon ในคัมภีร์ไบเบิล และสำหรับชาวมุสลิม กาหลิบ Abd al-Malik เคยสร้าง วิหาร Dome of the Rock ซึ่งภายในบรรจุก้อนหินที่ศาสดามูฮัมหมัดได้รับจากสวรรค์ ณ ที่ตรงนี้

ซึ่งการที่อัศวินเทมพลาร์มาอาศัยอยู่ในสถานที่สำคัญทางศาสนาอย่างยิ่งยวดเช่นนี้ ทำให้ในภายหลัง กลายเป็นบ่อเกิดของตำนานต่างๆนานา ของKnights Templar ที่เล่าลือกันว่า พวกเขา "พบ"อะไรบางอย่างใต้ซากวิหาร

พวกอัศวินเทมพลาร์ใช้ชีวิตอย่างสมถะ ประทังชีวิตด้วยของบริจาค จึงได้รับการขนานนามว่า อัศวินผู้ยากไร้ และหลังจากที่อัศวินเทมพลาร์ไปอาศัยอยู่ในสถานที่ ที่เชื่อกันว่าเคยเป็นที่ตั้งของโบสถ์ Temple of Solomon จึงได้รับการขนานนามอีกว่า อัศวินแห่งโบสถ์โซโลมอน

9 ปีต่อมา เชื่อเสียงของอัศวินผู้สมถะผู้อุทิศตัวเพื่อปกป้องผู้แสวงบุญ และผลงานดีเด่นต่างๆ แพร่เข้าไปในยุโรป มีผู้บริจาคทรัพย์สินเงินทองมากมาย ทั้งที่ดิน และเงินทองไหลบ่าสู่พวก Knights Templar มากมาย ชนชั้นสูงชาวยุโรปหลายคนยังส่งลูกหลานของตัวเองให้เข้าร่วมกลุ่มด้วย Knights Templar จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว และในปี 1139 อัศวินเทมพลาร์ได้รับเกียรติยศอันสูงสุด เมื่อพระสันตปาปา อินโนเซนต์ที่ 2 ประกาศให้พวกอัศวินเทมพลาร์อยู่เหนือกฎหมายของทุกประเทศ ไม่ต้องเสียภาษี และสามารถเดินทางผ่านดินแดนใดก็ได้โดยมิให้ผู้ใดขัดขวาง

ถึงแม้อัศวินเทมพลาร์จะเป็นกลุ่มที่เน้นหนักไปในด้านการทหาร แต่สมาชิกส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นนักรบ แต่มีหน้าที่คอยบริหารจัดการทรัพย์สินต่างๆ และอำนวยความสะดวกให้กับนักรบ โดยในกลุ่มอัศวินเทมพลาร์แบ่งออกเป็น 4 ส่วน - อัศวิน ถูกฝึกฝนในแบบของทหารม้าหนัก แต่งกายด้วยสีขาวและสัญลักษณ์กางเขนสีแดง - sergeants มาจากชนชั้นที่อยู่ต่ำกว่าอัศวิน ทำหน้าที่ในฐานะทหารม้าเบา พวกนี้จะสวมชุดสีน้ำตาล - the serving brothers ทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินของกลุ่ม และทำหน้าที่ติดต่อค้าขาย -the chaplains พระที่ทำหน้าที่ทางจิตวิญญาณและทางศาสนาให้กลุ่ม

พวกอัศวินเทมพลาร์เข้าร่วมสมรภูมิสำคัญๆในดินแดนแถบนี้ในฐานะกองทหารชั้นยอด และยังเคยเข้าร่วมกับกองทัพของ Louis VII แห่งฝรั่งเศส และ King Richard I แห่งอังกฤษ ในการรบในดินแดนปาเลสไตน์

ระบบธนาคาร

อัศวินเทมพลาร์มีทรัพย์สินจำนวนมหาศาล และเริ่มให้ผู้แสวงบุญชาวเสปนยืมเงินสำหรับใช้เดินทางไปดินแดนศักดิ์สิทธิในปี 1135

ปี 1150 Knights Templar ก็เริ่มใช้ระบบใหม่ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบของระบบธนาคาร นั่นคือ เมื่อมีผู้แสวงบุญในยุโรปประสงค์จะเดินทางไปดินแดนศักดิ์สิทธิ พวกเขาจะนำทรัพย์สินทั้งหมดของตนไปฝากไว้กับฐานของอัศวินเทมพลาร์ในประเทศของตน ซึ่งทางอัศวินเทมพลาร์จะออกใบเสร็จซึ่งจดบันทึกรายการทรัพย์สินที่ฝากเอาไว้ให้ผู้แสวงบุญติดตัวไป และเมื่อผู้แสวงบุญกำลังเดินทางไปดินแดนศักดิ์สิทธิ หากต้องการใช้เงินเมื่อไหร่ ก็นำใบเสร็จนี้ไปยื่นต่ออัศวินเทมพลาร์ที่เจอระหว่างทาง และเอาทรัพย์สินของตนออกมาใช้ได้ ด้วยวิธีนี้ผู้ แสวงบุญจะปลอดภัยจากการถูกปล้นชิงกลางทาง เพราะไม่ได้นำของมีค่าติดตัวไปด้วย (แถมยังทำให้อัศวินเทมพลาร์มีทรัพย์สินเพิ่มอีกอื้อซ่า)

นอกจากมีระบบฝากเงินแล้ว ด้วยความร่ำรวยของอัศวินเทมพลาร์จึงมีหลายต่อหลายคนในยุโรปเข้ามาขอยืมเงิน ไม่ว่าจะเป็นขุนนางมายืมเงินเพื่อไต่เต้าตำแหน่ง แม่ทัพยืมเงินไปสร้างกองทัพ พ่อค้ายืมเงินไปทำธุรกิจ แม้แต่พระก็ยังมายืมเงินจากอัศวินเทมพลาร์เนื่องจากการคิดดอกเบี้ยเป็นเรื่องต้องห้ามของศาสนจักร พวกอัศวินเทมพลาร์จึงไม่ได้คิดดอกเบี้ย แต่คิด"ค่าเช่า"แทน

อัศวินเทมพลาร์กลายเป็นกลุ่มที่ร่ำรวยและมีอำนาจอย่างมาก ครอบครองที่ดินทั้งในยุโรปและตะวันออกกลาง สร้างปราสาทและโบสถ์มากมาย มีฟาร์มหลายแห่ง ค้าขายสินค้าทั้งส่งออกและนำเข้า มีกองทัพเรือของตัวเอง และครอบครองเกาะไซปรัสทั้งหมด

ล่มสลาย

เมื่อกรุงเยรูซาเลมพ่ายต่อสุลต่าน ซาลาดิน การสนับสนุนจากยุโรปก็ตกต่ำลง ในช่วงท้ายปี 1300 กษัตริย์ ฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส ได้ยืมเงินจำนวนมากจากอัศวินเทมพลาร์เพื่อใช้ในการทำสงครามกับอังกฤษ แต่ไม่มีเงินพอที่จะใช้คืนได้ เลยหาเหตุเบี้ยวนี้ สั่งสอบสวนผู้นำของ Templar Grand Master Jacques de Molay ในฐานะเป็นพวกนอกรีต ซึ่งเจ้าตัวให้การปฏิเสธ

ในวันศุกรที่ 13 ปี 1307 ฟิลิปจับกุมตัวสมาชิกอัศวินเทมพลาร์ทั้งหมดในฝรั่งเศส กล่าวหาว่าพวกอัศวินเทมพลาร์บูชาปีศาจบาโฟเมต เป็นพวกนอกรีต และสั่งประหาร ซึ่งทำให้ฟิลิปรอดพ้นจากการเป็นหนี้พวกอัศวินเทมพลาร์ซ้ำฟิลิปยังยึดทรัพย์สินของพวกอัศวินเทมพลาร์ทั้งหมดในฝรั่งเศส

ด้วยแรงกดดันจากฟิลิป พระสันตปาปาคลีเมนต์จึงสั่งยุบกลุ่มอัศวินเทมพลาร์ที่ดินของอัศวินเทมพลาร์ถูกโอนไปให้พวก Hospitallers และพวกผู้นำในยุโรปก็เอาตามอย่างฟิลิป ประกาศให้พวกอัศวินเทมพลาร์เป็นพวกนอกรีตและยึดทรัพย์สิน ในปี 1314 ผู้นำของอัศวินเทมพลาร์ทั้ง 3 คน ถูกจับเผาทั้งเป็น

พวกสมาชิกที่เหลือในยุโรปถูกตามจับไปสอบสวนโดยผู้สอบสวนของพระสันตปาปา (ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รอด) บางคนหนีไปเข้าร่วมกับกลุ่มอื่นเช่น Order of Christ และ Knights Hospitaller พวกอัศวินเทมพลาร์จึงล่มสลายลง

ถึงแม้อัศวินเทมพลาร์จะล่มสลายลง แต่ยังคงทิ้งปริศนาเอาไว้หลายอย่าง เช่น เกิดอะไรขึ้นกับสมาชิกอีก 100 คนที่ยังหลงเหลือในยุโรป กองเรือของพวก อัศวินเทมพลาร์หายไปใหน บันทึกที่จดบันทึกบัญชีการค้าและทรัพย์สินของอัศวินเทมพลาร์หายไปใหน หรือมันไม่เคยมีอยู่มาตั้งแต่แรกแล้ว

ตำนาน

ในปัจจุบันมีตำนานเล่าลือของพวกอัศวินเทมพลาร์อยู่ทั่วไป และกลายเป็นปริศนายอดฮิตที่มักมีคนนำไปแต่งนิยายหรือภาพยนตร์เสมอ ตำนานที่พูดถึงมากๆก็มีดังนี้

ฐานบัญชาการในตำนาน

ตามประวัติ พวกอัศวินเทมพลาร์ตั้งฐานบัญชาการแห่งแรกใกล้ๆ Temple Mount ซึ่งถือเป็นสถานทีศักดิ์สิทธิของคริสเตียน ยิว และมุสลิม

เชื่อกันว่าTemple Mount ตั้งอยู่บนซากปรักหักพังของโบสถ์โซโลมอนในไบเบิล มีคำล่ำลือมากมายเกี่ยวกับโบสถ์นี้ว่า เป็นสถานที่เก็บวัตถุศักดิ์สิทธิยิ่งยวดเอาไว้ เช่น เป็นสถานที่เก็บ หีบแห่งพันธสัญญา ที่โมเสสใช้ติดต่อกับพระเจ้า บางตำนานก็ว่ามีอุโมงค์ลับใต้วิหารซึ่งเป็นที่เก็บ ชิ้นส่วนของไม้กางเขนที่ใช้ตรึงพระเยซู บางตำนานก็กล่าวว่าในนั้น เก็บเอกสารสำคัญบางอย่างที่มีมาตั้งแต่สมัยพระเยซู ด้วยเหตุหลายคนจึงเชื่อกันว่า พวกอัศวินเทมพลาร์พบเจออะไรบางอย่างในโบสถ์นั้น และสิ่งนั้นทำให้ Knights Templar ก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุด แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานใดบ่งบอกว่าตำนานเหล่านี้จะเป็นจริง

นักวิชาการบางคน เช่น Hugh J. Schonfield มีข้อสันนิษฐานว่า พวกอัศวินเทมพลาร์อาจไปเจอคัมภีร์โบราณ Copper Scroll "ม้วนบันทึกทองแดง" ซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้พวก Knights Templar ถูกข้อกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีต (คัมภีร์ Copper Scroll คือส่วนหนึ่งของคัมภีร์อื้อฉาวแห่งศาสนาคริสต์ นั่นคือคัมภีร์ Dead Sea Scrolls"ลิลิตเดดซี" ซึ่งมีการค้นพบในถ้ำคูมรัน คาดการ์ณกันว่าเป็นคัมภีร์ไบเบิลยุคแรกสุดจากยุคโรมัน ซึ่งมีเนื่อหาบางส่วนแตกต่างจากไบเบิลในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทางวาติกันปฏิเสธเนื้อหาในคัมภีร์นั้นว่าไม่เป็นความจริง และมีข่สวลือว่าทางวิติกันพยายามเข้ามาแทรกแซงไม่ให้มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ)

ตำนาน ศุกร์ที่ 13

หลายคนเชื่อว่า ความเชื่อที่ว่าวันศุกร์ที่ 13 เป็นวันโชคร้าย มีสาเหตุมาจากที่พวกอัศวินเทมพลาร์ถูกจับในข้อหาเป็นพวกนอกรีตในวันศุกร์ที่ 13 นี่เอง

ผู้อ้างว่าเป็นผู้สืบทอด

มีสมาคมหลายสมาคมในยุโรป อ้างว่าเคยติดต่อและเกี่ยวข้องกับอัศวินเทมพลาร์เช่น สมาคม Freemasonry ซึ่งรับธรรมเนียมปฏิบัติและพิธีกรรมมากจากพวกKnights Templar ซึ่งเน้นหนักไปในด้านการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

และยังมีสมาคมอีกหลายกลุ่ม อ้างว่าตนเองสืบทอดมาจากพวกอัศวินเทมพลาร์เช่น Order of the Solar Temple ซึ่งไม่มีหลักฐานใดๆยืนยันข้ออ้างนี้

 การแต่งกายโดยคร่าวๆ

แต่งกายแต่งกาย

 

ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki/ 

edit @ 25 Nov 2008 10:15:09 by Siegfried

เกี่ยวกับอัศวินเทมพลา

posted on 05 May 2008 23:19 by siegfried

เกี่ยวกับอัศวินเทมพลาร์

Q : จริงหรือที่ว่า อัศวินเท็มพลาร์ถูกก่อตั้งขึ้นมาโดยไพรเออรี่ ออฟ ไซออน และมีหน้าที่ค้นหาเอกสารลับเพื่อพิสูจน์เรื่องสายเลือดของพระเยซูคริสต์ จากภายใต้ซากปรักหักพังของวัด ?

A : ไม่เป็นความจริงเลย
หน่วยอัศวิน เท็มพลาร์ ถูกก่อตั้งขึ้นมาในฐานะกองกำลังทางศาสนาเพื่อคุ้มครองผู้แสวงบุญไปเยรูซาเลม โดยก่อตั้งขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1118 โดย ฮิว เดส เปเยนส์ (Hugh des Payens) อัศวินจากเบอร์กันดี้ และ ก็อดเฟรย์ แห่ง นักบุญ โอมาร์ อัศวินจากฝรั่งเศสเหนือ

ส่วนเรื่องการค้นหาเอกสารลับใต้ซากวัดไม่มีแม้แต่หลักฐานเดียวในประวัติศาสตร์ที่สนับสนุนเรื่องนี้





Q : จริงหรือที่อัศวินเท็มพลาร์ค้นพบอะไรบางอย่างจากใต้ซากปรักหักพังของวัด ส่งผลให้พวกเขามั่งคั่ง มีชื่อเสียงและอำนาจ ก่อนที่จะเอาสมบัติเหล่านั้นไปสู่ยุโรป ?

A : ไม่เป็นความจริงเลย
อัศวินเหล่านั้นมั่งคั่งขึ้นมาจากของกำนัล และ ของบริจาค จากผู้มาแสวงบุญต่างหาก
และแน่นอนว่าไม่มีหลักฐานทางวิชาการใดเลยที่สนับสนุนแนวคิดเรื่องการค้นพบสมบัติใต้วัด

นอกจากนี้ยังเป็นเวลาหลายปีทีเดียวกว่าพวกเขาจะมั่งคั่งมีชื่อเสียงขึ้นมาได้
ที่สำคัญอัศวินเหล่านั้นมั่งคั่งขึ้นมาขณะที่ยังอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม ก่อนที่จะไปสู่ยุโรปในปี ค.ศ. 1291 เสียอีก

Q : จริงหรือที่ว่าอัศวันเทมพลาร์นั้น มั่งคั่งร่ำรวยและมีอำนาจมากขนาดสามารถเปิดธนาคารขึ้นมาได้ และเป็นการวางรากฐานระบอบธนาคารสมัยใหม่ ?

A : เป็นความจริง
อันที่จริง อัศวินเท็มพลาร์ก็เหมือนกับอัศวินอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องการเงิน การธนาคาร และ ระบบการจัดการแบบทั่ว ๆ ไปในทวีปยุโรป

แต่ไม่เป็นความจริงที่พวกเขาริเริ่มการตั้งธนาคาร

ระบบธนาคารถูกล้มเลิกไปหลังการล่มสลายของโรมัน (ช่วงปี ค.ศ. 476) และแนวคิดธนาคารสมัยใหม่เริ่มกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งในประเทศอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 17 (อัศวินเทมพลาอยู่ช่วงปีค.ศ.1118-1312)
เป็นระบบการจัดการแบบใหม่ที่แทนที่ระบบธนาคารที่เน้นใช้สินค้าในการแลกเปลี่ยนมูลค่า (ใช้สินค้าในการค้ำประกัน) เป็นระบบธนาคารสมัยใหม่แบบระบบกู้หนี้ยืมสิน (สัญญาจะใช้เงินคืนในอนาคต)



Q : จริงหรือที่ว่า สมเด็จพระสันตะปาปา เคลเมนต์ที่ 5 (Pope Clement V ) ทรงตัดสินพระทัยส่งจดหมายลับไปให้ทหารของพระองค์สังหารอัศวินเทมพลาร์ทั้งหมดลง ?

A : ไม่เป็นความจริงเลย
ในความเป็นจริงแล้วเป็น พระเจ้าฟิลิปที่ 4 ของฝรั่งเศส ที่เป็นผู้ดำเนินการการเคลื่อนไหวในการต่อต้านอัศวินเหล่านั้น โดยมีจุดประสงค์ในการยึดครองดินแดนและเงินจากพวกเขา พระองค์เริ่มด้วยการรวบรวมพยานและหลักฐานเพื่อยืนยันว่าอัศวินเหล่านั้น เกี่ยวพันกับเรื่องรักร่วมเพศ ลบหลู่กางเขน และเคารพรูปบูชา หลังจากนั้นพระเจ้าฟิลิป (ไม่ใช่พระสันตะปาปา) ระดมกวาดจับบรรดาอัศวินในวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1307

พระเจ้าฟิลิปทำการไตร่สวนบรรดาอัศวินเหล่านั้นและพบว่าอัศวินเหล่านั้นมีความผิดจริง (จากการทรมานให้สารภาพ) โดยที่เรื่องจดหมายของพระสันตะปาปาเคลเมนต์หาไม่มีหลักฐานหรือบันทึกใดๆว่ามีมาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้

จนกระทั่งในเดือน มิถุนายน ของปี ค.ศ. 1308 พระเจ้าฟิลิป บังคับอัศวินทั้ง 72 คน ประกาศยอมรับอาชญากรรมที่พวกตนได้ทำต่อหน้าพระสันตะปาปาด้วยตัวเอง แต่พระสันตะปาปาเคลเมนต์ก็รู้สึกสงสัยในการไตร่สวนและเรื่องของอัศวินเหล่านั้น พระองค์จึงแต่งตั้งคณะกรรมการไปสืบสวนเรื่องนี้ แต่การสืบสวนครั้งนั้นก็ยังทำไปได้แค่ระดับรากหญ้าในยุโรป นอกจากนี้การไตร่สวนเรื่องของอัศวินเท็มพลาร์ใน โปรตุเกส สเปน เยอรมัน ไซปรัส และ เกือบทั้งหมดใน อิตาลี นั้น ยังพบว่าบรรดาอัศวินเท็มพลาร์เหล่านั้นบริสุทธิ์ และ ได้รับการปล่อยตัวด้วย แต่เพราะจากแรงกดดันของพระเจ้าฟิลิปและหลาย ๆ ฝ่าย พระสันตะปาปาเคลเมนต์จึงต้องตัดสินพระทัยยุบภาคีอัศวินเท็มพลาร์ลงในปี 1312 ในที่สุด

จาก http://www.newmana.com/important/DaVinci18.htm

edit @ 10 May 2008 19:11:38 by Siegfried

edit @ 11 Nov 2008 21:17:11 by Siegfried

อัศวิน....

posted on 22 Apr 2008 15:32 by siegfried
รูปปั้นอัศวิน
รูปปั้นอัศวิน

อัศวิน ในสังคมยุโรปพัฒนาขึ้นในช่วงสมัยกลาง ก่อนปี ค.ศ. 1200 อัศวินเป็นชนชั้นทางสังคมหนึ่งต่างหากที่อยู่เหนือชาวนา แต่ก็ยังต่ำกว่าขุนนาง แต่หลังปี ค.ศ. 1200 ช่องว่างระหว่างอัศวินกับขุนนางก็สิ้นสุดลง จนกระทั่งสิ้นสุดสมัยกลาง อัศวินและขุนนางก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของชนชั้นสูงเช่นเดียวกัน

 อัศวินกับขุนนาง

อัศวิน (knight หรือที่เรียกว่า milites ในภาษาละติน) ปรากฏขึ้นในปลายศตวรรษที่ 10 ในฐานะที่เป็นกลุ่มชนชั้นเฉพาะของคนติดอาวุธ ที่ขุนนางจ้างมาสำหรับป้องกันปราสาทให้กับตน อัศวินและขุนนางเป็นชนชั้นที่ยังแยกกันอยู่เรื่อยมาจนกระทั่งประมาณ ค.ศ. 1200 ขุนนาง (noble หรือที่เรียกว่า nobiles ในภาษาละติน) ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินผู้สั่งสมความมั่งคั่งเรื่อยมาจากรุ่นสู่รุ่น จนอาจเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีข้อจำกัดในการใช้อำนาจในเขตแดนของตน และอัศวินที่รับใช้ขุนนางเหล่านั้นก็มักจะยากจนและมีกำเนิดมาจากครอบครัวชาวนาผู้ต่ำต้อย

ในเวลาต่อมา อัศวินเริ่มเข้าไปผสมกับชนชั้นสูงมากขึ้นโดยการได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ จากชนชั้นสูงและผ่านการแต่งงานเข้าสู่ตระกูลขุนนางเหล่านั้นด้วย ดังนั้น เมื่อเกิดการเปลีี่ยนแปลงทางสังคมเช่นนี้ จึงมีการเรียกขุนนางว่าเป็น domini (เจ้า - lord) อีกทั้งมีอัศวินบางคนที่มีพฤติกรรมเช่นเดียวกับ พวกเจ้า เช่น การสร้างป้อมค่ายต่าง ๆ รอบที่ดินของตน เป็นต้น

ศาสนจักรก็มีส่วนช่วยในการเพิ่มพูนสิทธิพิเศษให้แก่อัศวินโดยการเน้นบทบาทของนักรบในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ของชาวคริสต์ที่ได้รับมาจาก พระผู้เป็นเจ้าเช่นเดียวกับบทบาทของพระ การตั้งอัศวิน (dubbing of a knight = การตั้งอัศวินเป็นพิธีกรรมสำคัญในการที่บุคคลจะได้รับตำแหน่งจากเจ้านายเหนือหัวของตน ในแง่นี้หมายถึงการนำดาบแตะไหล่เพื่อสถาปนาเป็นอัศวิน) กลายเป็น“พิธีรับศีลของการเป็นอัศวิน” (sacrament of knighthood) ยิ่งกว่านั้นการทำสงครามครูเสดต่อต้านชาวมุสลิมในดินแดนศักดิ์สิทธิ์และชื่อเสียงของคณะอัศวินบางกลุ่ม อย่างเช่น อัศวินฮอสพิทาลเลอร์ (Knight Hospitaler) อัศวินเทมพลา (Knight Templar) และอัศวินทิวทอนิค(Teutonic Knight) เป็นต้น ช่วยทำให้เกียรติภูมิของอัศวินในฐานะนักรบชาวคริสต์เพิ่มสูงมากขึ้น ๆ วรรณคดีหลายเล่มอย่างเช่นเรื่อง บทเพลงแห่งโรแลนด์ (Song of Roland) และเรื่องพระเจ้าอาเธอร์ (Arthurian romance) ล้วนแต่ยกย่องพฤติกรรมของอัศวินทั้งสิ้น อนึ่ง เมื่ออัศวินมีที่ดินเป็นของตนเอง ก็ยุติความแตกต่างที่แยกระหว่างขุนนางกับอัศวินลง พร้อมกันนั้นก็เกิดชนชั้นใหม่ที่ขยายขนาดขึ้นเป็นขุนนางและอัศวินผู้เป็นเจ้าของที่ดิน หลักฐานต่าง ๆ สมัยกลางใช้คำอันหลากหลายเมื่อต้องเอ่ยถึงอัศวินและขุนนาง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเคยมีช่องว่างที่กั้นระหว่างอัศวินกับขุนนางอยู่ ในต้นศตวรรษที่ 12 นักเขียนแยกระหว่างอัศวินธรรมดา อัศวินที่เป็นอัศวินระดับกลาง และอัศวินที่เป็นขุนนางระดับสูง

การเปลี่ยนแปลงในเวลาต่อมา

การได้มาเป็นอัศวิน
การได้มาเป็นอัศวิน

ในสมัยเริ่มแรกผู้เป็น milites ทุกคนได้รับการคาดหวังว่าจะรับใช้เจ้าของตนในการสู้รบ เมื่อมีการผนวกที่ดินมากขึ้น ก็มีการจัดสรรโควตา (quata = จำนวนอัศวินที่ยอมให้มีได้จากแต่ละส่วน) จำนวนอัศวินที่เข้าประจำการกับเจ้าคนให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสมนั้น หลักฐานชิ้นแรกสุดที่แสดงให้เห็นถึง การจัดสรรโควตาจำนวนเกิดขึ้นระหว่างรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษ สมัญญา “ผู้พิชิต” (William I the Conqueror) ผู้โปรดให้จัดสรรโควตาทางการทหารให้ข้าราชบริพาร (แทบทั้งหมด) แต่ละคนของพระองค์มีโควตาจำนวนอัศวินสูงถึง 60 คน ตัวอย่างเช่น เจ้าอธิการวัดอะบิงดอน (Abingdon) มีโควตาอัศวินเข้าประจำการในกองทัพหลวง 30 คนและอีก 30 คนไปรักษาการณ์อยู่ที่ปราสาทวินด์เซอร์ (Windsor Castle) ครั้นปี ค.ศ. 1101 เมื่อพระเจ้าเฮนรีที่ 1 (Henry I) ทรงเรียกระดมพลอัศวินเข้าประจำการในกองทัพหลวง และหนึ่งในอัศวินของเจ้าอธิการวัดอะบิงดอนไม่สามารถเข้ารับการระดมพลดังกล่าวได้ ดังนั้น เจ้าอธิการวัดผู้นั้นมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าปรับแทนอัศวินที่เข้าประจำการไม่ได้ เป็นต้น ระยะเวลาที่อัศวินจะต้องปฏิบัติภารกิจให้กับเจ้าของตนลดลงเหลือปีละ 40 วัน โดยที่ทั้งกษัตริย์และขุนนางชั้นสูงต่างก็ยอมรับเงินชดใช้ (scutage) แทนการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ในทางกลับกัน กษัตริย์และขุนนางชั้นสูงนั้นก็นำเงินที่ได้ไปจ้างอัศวินที่พร้อมทำการรบที่หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นทหารรับจ้าง ในช่วงศตวรรษที่ 12 – 13 การรับเงินชดเชยของกษัตริย์และขุนนางชั้นสูงแทนการปฏิบัติหน้าที่ของอัศวินแพร่กระจายจากอังกฤษและแคว้นนอร์มังดีไปสู่ฝรั่งเศสและส่วนอื่น ๆ ในยุโรป คือ ตอนใต้ของอิตาลี ซิซีลี และกรีก ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเป็นอัศวินมักจะสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ชุดเกราะ และอาวุธล้วนแล้วแต่ประณีตบรรจงและมีราคาแพงทั้งสิ้น ทายาทจำนวนมากในครอบครัวอัศวินต้องเลื่อนพิธีการเป็นอัศวินออกไปจนกว่าพวกเขาจะจัดหาสิ่งของดังกล่าวได้ดีกว่าที่มีอยู่ ขณะที่คนที่ไม่สามารถทำได้ก็จะไม่ได้เป็นอัศวินไปจนตลอดชีวิต จนกระทั่งศตวรรษที่ 13 อัศวินก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของตำแหน่งขุนนางที่เป็นมรดกตกทอด ด้วยเหตุนี้อัศวินจึงไม่จำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้รับสถานภาพทางสังคมอีกต่อไป บทบาททางการทหารของอัศวินในสมัยกลางตอนปลายเปลี่ยนไป เนื่องจากอาวุธและกลยุทธ์ในการรบของทหารราบเริ่มซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ธนูยาว (longbow) หอก และปืนใหญ่ ทำให้อัศวินบนหลังม้ามิได้เป็นผู้นำนักรบอีกต่อไป ด้วยเหตุที่ความสำคัญในการสนามรบของอัศวินลดลง อัศวินจึงหันไปหาการใช้ชีวิตพิธีการหรืองานเฉลิมฉลองที่หรูหรามากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าในสมัยกลางตอนปลายมีการเพิ่มขึ้นของการประลองยุทธ์ (tournament) อันน่าตื่นตาตื่นใจ และการตั้งอัศวินคณะใหม่ ๆ อย่างเช่น คณะการ์เตอร์ (the Order of the Garter) ทั้งนี้อาวุธ ชุดเกราะและธงของอัศวินที่พบเห็นได้ตามพิพิธภัณฑสถานหลาย ๆ แห่งในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่มาจากสมัยกลางตอนปลายหรือไม่ก็ช่วงสมัยใหม่ตอนต้น

 ข้อมูลจาก th.wikipedia.org

 เกราะอัศวินในสมัยต้นยุคกลาง

เกราะอัศวินในยุคกลางตอนปลาย

 ภาพจาก http://www.knightsandarmor.com/

วิน

;bo

aafaf

 ภาพ อัศวินจากเกม Medieval II Total war และ Medieval Total war

อิทธิพลของอัศวินสมัยกลางยังมีอยู่ ให้เห็นในต่างประเทศทุกวันนี้ ที่สังเกตุง่ายๆเลยคือ พวงมาลัย และการขับรถในแต่ละเลนถนนของคนต่างประเทศจะไม่เหมือนบ้านเรา เพราะว่า ในสมัยกลาง อัศวินจะถือโล่ไว้ในมือซ้าย และถือทวนในมือขวา ในขณะที่จะพุ่งเข้าปะทะกัน แม้ในปัจจุบันจะไม่มีอัศวินหลงเหลืออยู่แล้ว แต่ก็ยังมีอิทธิพลมาถึงการจราจร ของคนต่างประเทศบางประเทศอยู่ (ผมเดาว่า คงมีอังกฤษ เยอรมัน กับ ฝรั่งเศษแน่ๆ)

 

edit @ 22 Apr 2008 17:55:20 by Siegfried